อุตสาหกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสุดยอดแห่งการตลาด มันขายความฝันถึงอิสรภาพ เงินง่ายๆ และความเหนือกว่าทางสติปัญญา มันกระซิบว่าหากคุณเพียงแค่หาตัวชี้วัดที่ถูกต้อง การตั้งค่าที่สมบูรณ์แบบ หรือห้องแชทลับ คุณก็จะปลดล็อกตู้เอทีเอ็มของ เศรษฐกิจโลก ได้
นี่เป็นข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดอย่างแน่นอน
การซื้อขายเป็นศาสตร์แห่งผลลัพธ์ ใกล้เคียงกับการแข่งขันกีฬาอาชีพมากกว่าการลงทุนแบบอยู่เฉยๆ มันยาก น่าเบื่อ และตลาดมีการแข่งขันสูงมาก ในการที่จะอยู่รอดได้ คุณต้องเลิกเชื่อเรื่องโกหกที่ทำให้คุณสนใจตั้งแต่แรกเสียก่อน
นี่คือความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายที่สุดในวงการซื้อขาย และความจริงอันน่าอึดอัดที่เข้ามาแทนที่ความเชื่อเหล่านั้น
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 1: “คุณสามารถทำนายตลาดได้”
นี่คือบาปดั้งเดิมของการเทรด มือใหม่เชื่อว่าหน้าที่ของพวกเขาคือการรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป พวกเขาศึกษาแผนภูมิ อ่านข่าว และดูผู้เชี่ยวชาญทางทีวี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพยายามสร้างลูกแก้ววิเศษขึ้นมา
ความจริงก็คือ คุณไม่สามารถทำนายอนาคตได้ ไม่มีใครทำได้ แม้แต่เทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดในโลกก็ยังไม่รู้เลยว่าตลาดจะทำอะไรในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
สิ่งที่ได้ผล: แทนที่จะทำนายผล ผู้เชี่ยวชาญจะเน้นที่ความน่าจะเป็น พวกเขาไม่รู้ว่าการซื้อขายครั้งใดจะชนะหรือแพ้ พวกเขารู้ว่ารูปแบบการซื้อขายเฉพาะเจาะจงนั้น เมื่อใช้ตัวอย่างการซื้อขาย 100 ครั้ง อาจแสดงอัตราการชนะ 60% ในอดีต พวกเขาไม่ได้พยายามเป็นผู้พยากรณ์ แต่พยายามเป็น ผู้จัดการความเสี่ยง พวกเขาจัดการความได้เปรียบ ไม่ใช่ผลลัพธ์
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 2: “คุณต้องมีอัตราการชนะสูงจึงจะทำกำไรได้”
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการจะทำเงินได้ คุณต้องถูกต้องเกือบตลอดเวลา พวกเขาหมกมุ่นกับการหาสูตรกลยุทธ์ที่มีอัตราการชนะ 90% เมื่อพวกเขาขาดทุนติดต่อกันสามครั้ง พวกเขาก็จะละทิ้งระบบนั้นและมองหาระบบใหม่
ความเป็นจริง: คุณอาจผิดพลาดครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่านั้น และยังคงได้รับผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว จอร์จ โซรอส เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณถูกหรือผิด แต่เป็นว่าคุณทำเงินได้มากแค่ไหนเมื่อคุณถูก และคุณสูญเสียเงินไปมากแค่ไหนเมื่อคุณผิด”
สิ่งที่ได้ผล: เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่ความแม่นยำ แต่คืออัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน หากคุณเสี่ยง 1 ดอลลาร์เพื่อทำกำไร 3 ดอลลาร์ คุณเพียงแค่ต้องถูกต้องมากกว่า 30% เล็กน้อยก็จะได้กำไรเท่าทุนแล้ว นักลงทุนที่ติดตามแนวโน้มมักจะมีอัตราการชนะต่ำกว่า 40% แต่กำไรของพวกเขามีขนาดใหญ่พอที่จะชดเชยการขาดทุนเล็กๆ น้อยๆ หลายครั้งได้
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 3: “การเทรดเป็นการหาเงินง่ายๆ / รายได้แบบไม่ต้องลงแรง”
โฆษณาบน YouTube ชอบไอเดียนี้มาก พวกเขาแสดงภาพชายคนหนึ่งอยู่บนชายหาดพร้อมแล็ปท็อป และอ้างว่าเขาทำเงินได้ 5,000 ดอลลาร์ในสิบนาทีก่อนอาหารเช้า พวกเขาขายไอเดียที่ว่าการเทรดเป็นไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่อาชีพ
ความเป็นจริง: การซื้อขายนั้นยากกว่าที่คิดไว้มาก... มันต้องใช้เวลาศึกษาหลายพันชั่วโมง ความแข็งแกร่งทางจิตใจอย่างมหาศาล และความเต็มใจที่จะสูญเสียเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างการเรียนรู้ มันไม่ใช่การลงทุนแบบอยู่เฉยๆ มัน ต้องใช้ความคิดอย่างมากและต้องใช้เวลาอย่างเข้มข้น
สิ่งที่ได้ผล: จงมองการซื้อขายเหมือนธุรกิจ ไม่ใช่เหมือนงานอดิเรก ธุรกิจมีค่าใช้จ่าย (ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมข้อมูล) สินค้าคงคลัง (เงินทุน) และความเสี่ยงที่จะล้มเหลว มันต้องอาศัยแผนธุรกิจ (แผนการซื้อขาย) การประเมินผลการดำเนินงาน (การบันทึกประจำวัน) และการบริหารความเสี่ยง การซื้อขายแบบไม่จริงจังจะเพิ่มโอกาสที่จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี เหมือนกับการพึ่งพาโชคมากกว่ากระบวนการ
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 4: “ตัวชี้วัดคือกุญแจสู่ความสำเร็จ”
นักลงทุนมือใหม่มักใส่ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น MACD , RSI, Bollinger Bands, Stochastics และค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สามแบบลงในกราฟ พวกเขามองหาเส้นที่เรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเชื่อว่ายิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตัดสินใจได้ดีขึ้นเท่านั้น
ความเป็นจริง: ตัวชี้วัดเป็นเพียงอนุพันธ์ พวกมันเป็นเพียงข้อมูลราคาและปริมาณที่นำมาคำนวณผ่านสูตรเท่านั้น พวกมันจึงตามหลังตลาด กราฟที่เต็มไปด้วยตัวชี้วัดจะนำไปสู่ “ภาวะอัมพาตจากการวิเคราะห์” ซึ่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันจะทำให้คุณไม่สามารถตัดสินใจได้
สิ่งที่ได้ผล: เน้นที่การเคลื่อนไหวของราคา การเคลื่อนไหวของราคาที่แท้จริงคือความจริงเพียงอย่างเดียว แนวรับและแนวต้าน โครงสร้างแนวโน้ม (จุดสูงสุดที่สูงขึ้น/จุดต่ำสุดที่ต่ำลง) และปริมาณการซื้อขาย บอกทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ ตัวชี้วัดอาจมีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือยืนยันเพิ่มเติม แต่แทบจะไม่มีประสิทธิภาพในฐานะเครื่องมือตัดสินใจเพียงอย่างเดียว
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 5: “คุณต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเศรษฐกิจ”
มีความเชื่อว่าการจะซื้อขายดัชนี S&P 500 นั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ เส้นอัตราผลตอบแทน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ความจริง: ตลาดไม่ใช่เศรษฐกิจ ตลาดเป็นเพียงภาพสะท้อน ความคิด ของผู้คนเกี่ยวกับเศรษฐกิจ บ่อยครั้งที่ “ข่าวร้าย” ทำให้ตลาดพุ่งขึ้น (เพราะนักลงทุนคาดว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย) และ “ข่าวดี” ทำให้ตลาดร่วงลง (เพราะนักลงทุนกลัวเงินเฟ้อ) การพยายามซื้อขายโดยใช้ตรรกะเป็นวิธีที่ทำให้ล้มละลายได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ได้ผล: เทรดตามกราฟ ไม่ใช่ตามข่าว กราฟสะท้อนถึงความรู้และการกระทำทั้งหมดของผู้เข้าร่วมตลาด หากข่าวร้ายแต่ราคากำลังขึ้น แสดงว่าราคาเหมาะสมแล้ว และข่าวไม่สำคัญ ราคาเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่ตรรกะ
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 6: “ตลาดถูกบิดเบือนเพื่อเอาเปรียบคนตัวเล็ก”
เมื่อเทรดเดอร์ขาดทุน พวกเขามักจะโทษอัลกอริทึมการซื้อขายความถี่สูง (HFT) ผู้สร้างตลาด หรือ "การปั่นราคา" ซึ่งเป็นคำโกหกที่ทำให้พวกเขาพ้นจากความรับผิดชอบ
ความจริง: ตลาดไม่ได้ถูกบิดเบือนเพื่อต่อต้านคุณ มันไม่สนใจคุณ คุณเล็กเกินกว่าจะมีผลกระทบอะไร ผู้ดูแลตลาดไม่ได้ไล่ล่าคำสั่งหยุดขาดทุนของคุณโดยเฉพาะ พวกเขาแค่ทำหน้าที่ของพวกเขา คือการให้สภาพคล่อง
สิ่งที่ได้ผล: ยอมรับความรับผิดชอบ การขาดทุนมักเกิดจากจังหวะเวลา การกำหนดขนาดตำแหน่ง หรือการตัดสินใจด้านการบริหารความเสี่ยง ตลาดเป็นเหมือนกระจก มันสะท้อนวินัยของคุณ (หรือการขาดวินัย) กลับมาให้คุณ
สรุปแล้ว
การซื้อขายที่ประสบความสำเร็จคือกระบวนการของการลดทอน คุณต้องลดอัตตา ความต้องการที่จะคาดการณ์ การพึ่งพาตัวชี้วัดที่ซับซ้อน และการแสวงหาทางลัด สิ่งที่เหลืออยู่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่น่าเบื่อ: การบริหารความเสี่ยง ความน่าจะเป็น และวินัย มันไม่ใช่เวทมนตร์ มันเป็นเพียงแค่การทำงาน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมมีคนน้อยมากที่ทำได้จริง
คำเตือนสุดท้าย: ความเสี่ยงไม่เคยหลับใหล
⚡ คำเตือน: การซื้อขายมีความเสี่ยง ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน